| Written by Administrator, |
| Average user rating |
(0 vote) |
|
| Views |
2644  |
|
ซึ่งสหประชาชาติเป็นผู้ให้ทุนแก่นายเรือทหารไทยรวม 5 นาย (3นายเรียนที่โรงเรียนเดินเรือพาณิชย์ อีก 2นายแยกไปเรียนวิชาต่อเรือวิทยาลัยอื่น) เมื่อเดินทางไปถึงประเทศเดนมาร์ก เขาจัดให้เรียนภาษาเดนมาร์ก ในมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนเป็นเวลา 3 เดือน แล้วแยกย้ายกันไปเรียนต่อตามสาย วิชาชีพ สำหรับเรา 3 คน ยังเรียนในโรงเรียนเดินเรือพาณิชย์ไม่ได้ จะต้องไปฝึกกับเรือสินค้าก่อน เพื่อให้ได้ SEA SERVICE ตามเกณฑ์ที่ทางการเดนมาร์กกำหนด ซึ่งเรือฝึกลำแรกเขาจัดให้เราไปด้วยกันทั้ง 3 คน แต่เรือลำต่อไปแยกกันไปลำละคน..... เรือฝึกลำแรกในเส้นทางยุโรป-ออสเตรเลีย
 M/S SIBONGA (EAST ASIATIC CO.) ออกเดินทางเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2501 จาก COPENHAGEN-BREVIK-OSLO-HAMBURG-BREMEN- ROTTERDAM-ANTWERP-MARSEILLE-GENOA-HAIFA-PORTSAID-SUEZ CANAL-ADEN- MELBOURNE-SYDNEY-NEWCASTLE-TOWNSVILL-MACKAY-PORTPIRIIE-ADELAIDE-ADEN-SUEZ CANAL-PORTSAID-ANTWERP-COPENHAGEN เรือฝึกลำที่ 2 ในเส้นทางยุโรป-เอเชีย 
M/S SONGKHLA (EAST ASIATIC CO.) ออกเดินทางเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2501 จาก COPENHAGEN-GDYNIA-HAMBURG (VIA KIEL CANAL)- MIDDLESBROUGH-ANTWERPROTTERDAM-PORTSAID-SUEZ CANAL-PENANG-PORT SWETTENHAM-SINGAPORE-BANGKOK-SAIGON-HONGKONG-BANGKOK-COLOMBO-SUEZ CANAL-COPEHAGEN ทะเลเหนือ (NORTH SEA) จากโคเปนเฮเกนไปยังเมือง BREVIK (นอร์เวย์) พอพ้นแหลม JUTLAND (เดนมาร์ก) ออกสู่ทะเลเปิดก็เจอกับคลื่นลมแรง แม้ว่าจะเป็นเรือขนาดหมื่นกว่าตันยังโคลงน่าดู ได้ยินเสียงข้าวของหล่นแตกอยู่ตลอดเวลา จากข่าวอากาศจึงได้รู้ว่าเราเจอพายุในทะเลเหนือเข้าแล้ว เสียงลมพัดดังหวีดหวิว น่ากลัวมากอากาศก็แสนจะหนาวเย็น ยิ่งโดนลมพัดกระโชกยิ่งหนาวเหน็บยิ่งขึ้น ทัศนวิสัยแย่มาก เข้ายามเรือเดินบนสะพานเดินเรือและต้องออกไปยืนที่ปีกสะพานเพื่อ LOOK OUT ได้ครู่เดียวก็ต้องกลับเข้ามาในสะพานเดินเรือ ซึ่งมี HEATER ช่วยให้อบอุ่นขึ้น ต้องลดความเร็วเรือลงเหลือประมาณ 8 น็อต เท่านั้น เพื่อมิให้เรือต้องผจญคลื่นลมมากนัก เพราะเรือยังเบาไม่มีสินค้าในระวางมากนัก หาที่เรือไม่ได้ต้องใช้แบริ่งวิทยุ เพราะเรดาร์ยังจับเป้าชายฝั่งไม่ถึงทะเลเต็มไปด้วยฝ้าน้ำแข็ง แต่การเดินทางก็ผ่านพ้นไปด้วยดีจนถึงที่ทิ้งสมอรอเข้าท่าเมือง BREVIK ต้นเรือให้ผมตามไปดูการทิ้งสมอที่หัวเรือ อย่าให้เซดมันหนาวแสนเข็ญ ต้นเรือรู้ว่าเราคงแย่มากส่งบุหรี่มาให้ผมอัดเข้าปอด 1 มวน ก็พอช่วยได้บ้าง การปล่อยสมอลงบนพื้นน้ำแข็ง ถ้าปล่อยจากที่สูงสมอเรือจะค้างอยู่ที่พื้นน้ำแข็งก่อนจะจมลงและกระแทกกับตัวเรือได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจะต้องหะเรียสมอใกล้ๆ พื้นน้ำเสียก่อนแล้วจึงปล่อยสมอลงไป หลังจากรับสินค้าเสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปยังเมืองท่าในยุโรป ตลอดเส้นทางเจอแต่คลื่นลมแรงและซ้ำร้ายก่อนจะเข้าท่า ANTWERP ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ ประมาณ 2 วัน เพราะหมอกลงจัด.......
ช่องเมสสินา (MESSINA STRAIT)จากเมืองท่า MERSEILLE (ฝรั่งเศส) ไป GENOA (อิตาลี) มองเห็นเกาะ CHARTEAUDIF ซึ่งเคยเป็นคุกขังนักโทษในหนังสือเรื่อง มองเตคริสโต เป็นเกาะขนาดเล็ก ดูเหมือนป้อมหรือปราสาทมีหน้าผาสูงชันไม่มีที่ราบ จึงเป็นเหตุให้เมื่อนักโทษฟาเรียตายในคุก ผู้คุมต้องเอาศพใส่กระสอบนำไปโยนทิ้งที่หน้าผาทำให้เอดมันดังเตเข้าไปอยู่ในกระสอบแทนฟาเรียและหนีคุกออกมาได้สำเร็จ แต่ถ้าเอาศพฟาเรียไปฝังเสีย เอดมันดังเตก็คงไม่มีโอกาสหนีไปหาสมบัติตามลายแทงของฟาเรียได้ จาก GENOA ไปยัง HAIFA (อิสราเอล) เส้นทางผ่านช่องแคบ MESSINA ซึ่งเป็นช่องระหว่างเกาะ SICILY กับปลายรองเท้าบู๊ตของประเทศอิตาลี มีเกาะเล็กๆ ชื่อ STROMBOLI มองเห็นได้ในระยะไกลในเวลากลางคืน เป็นแสงไฟสีแดงพุ่งขึ้นไปจากเกาะตลอดเวลา เมื่อเรือเข้าไปใกล้จึงเห็นว่ามันเป็นธารลาวาของภูเขาไฟไหลออกมาตลอดเวลา เกาะนี้อยู่ทางตอนเหนือของช่อง MESSINA หลายสิบไมล์ ซึ่งใช้เป็นที่หมายในการเดินเรือเป็นอย่างดี เราผ่านช่องนี้เมื่อประมาณเที่ยงคืน ถือเป็นธรรมเนียมชาวเรือที่ Officer จะต้องโยนขวดเหล้ามีเหล้าอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของขวดเพื่อมิให้ขวดจมน้ำ อาจจะโยนกล่องใส่บุหรี่หรือใส่จดหมายลงไปด้วยเพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าของที่ ที่เรือแล่นผ่านไปโดยปลอดภัยไม่ต้องเสียค่าผ่าน และคงจะได้ผ่านมาอีกส่วนจดหมายนั้นผู้ใดเก็บได้ช่วยส่งต่อให้ด้วย หรือผู้ใดจะลองส่งจดหมายเสี่ยงหาคู่ก็ได้
มีเรื่องไม่ค่อยสบายใจกับต้นเรือ เรือมาถึง PORTSAID (อียิปต์) ตอนเช้า ต้องจอดรอเข้าคลองสุเอซที่ปากคลองด้วย การผูกทุ่นหัวท้ายโดยใช้เชือก 2 เส้นผูกทุ่นที่หัวเรือ และ 2 เส้นเช่นกันผูกทุ่นท้ายเรือ และมีเชือกไกข้างผูกโยงจากหัวเรือและท้ายเรือกับพุกบนฝั่งเพื่อให้เรืออยู่ในลักษณะขนานกับฝั่งตลอดเวลา เมื่อมีเรือแล่นผ่านในที่แคบเช่นนั้นจะเกิดอาการดูดเข้าหากัน และผลักออกจากกันเมื่อพ้นไป จึงต้องมีเชือกไกด์ข้างเพื่อยึดตัวเรือมิให้ออกนอกแนวมากนัก ตอน 2 ทุ่ม มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มาแล่นออกจากคลองสุเอซ หัวเรือของเราจะเบนเข้าหาเรือลำนั้น เชือกที่โยงไว้หัวเรือตึงขึ้นทุกทีๆ จนสลัดตัวออก ยามหัวเรือรีบรายงานให้ทราบ ต้นเรือกับต้นหน (3) รีบวิ่งที่หัวเรือเพื่อช่วยกันต๋งเชือกไว้ และผูกเสียใหม่ แต่มิได้เรียกเราไปช่วย เมื่อจัดการเสร็จแล้วทั้งสองคนคงเหนื่อยมากจึงแวะเข้ามาต่อว่าเราที่ห้องพัก ดูซิ! มือไม้ฉันดำไปหมด! ลองจับดู! ทำไมไม่ไปทำงาน อย่าถือว่าเป็นนายทหารจะอยู่แต่บนสะพานเดินเรือ ต้องฝึกเรียนรู้และทำได้ทุกอย่าง เราขอโทษเพราะไม่ทราบว่าจะต้องเข้ายามเรือจอดในลักษณะเรือจอดผูกทุ่นเช่นนี้ (ความจริงต้นเรือจะเป่านกหวีดเรียกเราก็ได้แต่ก็มิได้ทำ การเรียกผู้ใดไปทำงานนอกเวลาต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ยกเว้นผู้ฝึกงานไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา) ตอน 2 ยาม ผม ออกจากยามเดินลงมาเห็นต้นเรือหนีบขวดเบียร์และถือจานของกินจนล้นมือ เห็นกันแว๊บๆ ไม่มีคำทักทาย คล้อยหลังไปเพียง 2-3 ก้าว ได้ยินเสียงต้นเรือทำของหล่นแตกเพราะไม่มีมือเปิดประตูห้อง ผมไม่กล้าเข้าหน้า ถอยกลับดีกว่า เป็นเรื่องน่าอึดอัดใจในการวางตัว เพราะทั้งลำเป็นคนเดนมาร์กทั้งหมด เราเพียง 3 คนที่เป็นคนต่างชาติ ต้องมีน้ำอดน้ำทนเป็นอย่างมากจึงจะอยู่กับเขาได้
การเดินเรือผ่านคลองสุเอซใช้เวลาประมาณครึ่งวัน เพราะต้องแล่นไปเป็นคอนวอยความเร็วไม่เกิน 10 น๊อต แบ่งเป็นคอนวอยเรือรบ (ถ้ามี) คอนวอยเรือสินค้าธรรมดา และคอนวอยเรือบรรทุกน้ำมัน มีนำร่องพร้อมด้วยนายท้ายเรือใหญ่ และกว้านเรือบดขึ้นไปบนเรือใหญ่ 2 ลำ (ทางหัว 1 ลำ ท้ายอีก 1 ลำ พร้อมคนประจำเรือบด) พร้อมที่จะรับส่งเชือกจากเรือใหญ่ไปผูกกับพุกบนฝั่งคล้อง ซึ่งมีไว้เป็นระยะ ระยะทั้งสองฝั่งหากมีปัญหาในการนำเรือ สมัยนั้นคลองสุเอซมีขนาดเล็กไม่กว้างพอให้เรือสวนกัน จนกว่าจะถึงทะเลสาบกลางคลองชื่อ THE GREAT BITTER LAKE ซึ่งเป็นที่คอนวอยแล่นสวนกัน เรือแล่นผ่านคลองสุเอซมาโดยเรียบร้อย ไปแวะเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่เมือง ADEN ก่อนเดินทางเข้าสมุทรอินเดียไปออสเตรเลียซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 17 วัน ........ พิธีข้ามเส้นอิเควเตอร์ (เส้นศูนย์สูตร)
จากทะเลแดงไป MELBOURNE (ออสเตรเลีย) เรือจะต้องแล่นข้ามเส้นอิเควเตอร์ เป็นธรรมเนียมของชาวเรือที่สำคัญจะต้องทำพิธีดังกล่าว ขณะนั้น เรือของเราอยู่ที่แลตติจูด ประมาณ 5 – 6 เหนือ แต่เราทำพิธีเสียก่อนไม่ต้องรอให้ไปถึงแลต.0 จริงๆ เพราะวันนั้นเป็นวันเสาร์ เมื่อคืนตอน 3 ทุ่ม พระสมุทรได้ส่งผู้แทนชุดหนึ่งมาเยี่ยมกัปตันเรือ มีการตีฆ้อง-เคาะกระป๋องให้เป็นที่ครึกครื้น และฉายไฟสีเขียวไปยังคนเหล่านั้น ให้ดูเหมือนว่าขึ้นมาจากทะเลจริงๆ ตัวเขียวไปหมด เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพระสมุทรจะมาเยี่ยมเรือพรุ่งนี้จะขัดข้องประการใดกัปตันตอบไม่ขัดข้องและมอบของขวัญ (เหล้า บุหรี่) ไปให้พระสมุทรเป็นการตอบแทนน้ำใจ
รุ่งขึ้นตอนบ่าย 2 โมง มีการรัวระฆังเรือ เปิดหวูดเตือนหลายครั้งให้ทราบทั่วกันว่าขณะนี้ขบวนของพระสมุทรราว 10 คนกำลังมาถึง คนเหล่านั้นแต่งตัวแปลกๆ ตามถนัด บางคนทาตัวจนดำมืด บางคนก็ถืออาวุธต่างๆ ที่หาได้เช่น เครื่องมือทำความสะอาด เป็นต้น ตรงมาพบกัปตันเรือที่คอยอยู่เพื่อทักทาย จับไม้จับมือกันตามธรรมเนียมและเชิญพระสมุทรและธิดาพระสมุทรไปนั่งบนบัลลังก์คู่กัน ข้างหลังมีธงชาติเดนมาร์กและธงชาติออสเตรเลียคู่กัน (แต่ไม่มีธงชาติไทย) มีบ่อน้ำโดยเอาผ้าใบกั้นแล้วสูบน้ำใส่ในบ่อ มีผู้เข้าร่วมพิธี 23 คน ในจำนวนนี้มีผู้โดยสารชาย-หญิงชาวออสเตรเลีย 1 คู่เข้าร่วมพิธีด้วย (มีผู้โดยสารชาวออสเตรเลียมากับเรือลำนี้รวม 8 คน) ผู้เข้าร่วมพิธีให้ไปรวมอยู่ทางท้ายเรือ ตำรวจพระสมุทรจะกรูเข้าไปจับตัวใครก่อนก็ได้ (ผู้หญิงโดนก่อนเพื่อน)ถูกกุมตัวไปคารวะพระสมุทรด้วยการจูบบริเวณเท้าพระสมุทรซึ่งได้ราดซอสมะเขือเทศไว้แล้วพาตัวไปพบ CHIEF STEWARD ลงชื่อให้เครดิตเบียร์จำนวนหนึ่ง แล้วนำตัวไปตรวจสุขภาพ เสร็จแล้วหมอให้ยากิน 3 เม็ดโตๆ รสชาติแปลกๆ กินเข้าไปไม่ได้หรอก ต่อจากนั้นนำตัวไปชำระร่างกายตรงปากบ่อซึ่งสมมติว่าเป็นทะเลตรงบริเวณเส้นศูนย์สูตร มีช่างตัดผมรออยู่ที่ปากบ่อ และอีกคนเฝ้าอยู่ในบ่อ เป็นอันเสร็จสิ้นการชำระร่างกายให้สะอาด ต่อจากนั้นให้ไปส่องกล้องชมเส้นอิเควเตอร์ว่าเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน กล้องส่องจะเป็นขวดเบียร์สองใบผูกแว่นสีกระดำกระด่างดูเป็นตัวตลก ขั้นสุดท้ายเป็นการถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ให้เรานั่งแอ๊คท่าอย่างดี พอนับระวัง 1-2-3 ที่กล้องจะเป็นกระบอกฉีดยาสีดำใส่ตัวเราเลอะเทอะไปหมดไม่ถือสากันเป็นอันเสร็จพิธี มีบางคนขัดขืนไม่ยอมปฏิบัติตามขั้นตอน โดยเฉพาะการจูบเท้าพระสมุทร จะถูกตำรวจพระสมุทรจับตัวไปลงโทษและเสียค่าปรับคิดเป็นเบียร์ กี่โหลตามแต่ตกลง เบียร์เหล่านั้นจะนำไปเลี้ยงดูให้ภายหลังตอนค่ำมีอาหาร เครื่องดื่ม และกัปตันเรือเป็นผู้มอบประกาศนียบัตรผ่านเส้นอิเควเตอร์ให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน ต่อจากนั้นเป็นการรื่นเริงซึ่งผู้โดยสารชาวออสเตรเลียได้มาร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วยอย่างเป็นกันเอง....... ทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรออสเตรเลีย
เมื่อเรือสินค้าเดินทางมาถึง SYDNEY ผู้โดยสารชาวออสเตรเลียทั้งหมดขึ้นจากเรือที่ท่าเรือแห่งนี้ต่อมามีเจ้าหน้าที่ศุลกากรออสเตรเลีย 2 นาย เข้ามาตรวจในที่พักของเรา โดยที่คนหนึ่งมีอาการเมาแปล้เข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นของเรา หยิบบุหรี่ของเราไปสูบ แถมยังกินกาแฟของเราอีกโดยไม่ได้รับอนุญาต เราเชิญเขาออกไปข้างนอก เพื่อนเราอีกหนึ่งอารมณ์ร้อนไปหน่อยตะโกนไล่ GET OUT! และผลักออกไปข้างนอกห้อง ศุลกากรผู้นั้นมาบอกว่า เดี๋ยวจะกลับมาอีก เราบอก YES! เชิญเลย ต้นหนเข้าสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นเราชี้แจงให้ฟังตามความเป็นจริง เมื่อต้นหนไปแล้วสักครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ศุลกากรอีก 4-5 คนเข้ามาช่วยรื้อข้าวของของพวกเรากระจุยกระจายไปหมด นาฬิกาปลุก กล่องบุหรี่ ผ้าพันคอผู้หญิง ซื้อพรมจากอียิปต์ ของ SOUVENIR ผู้หญิงแม้กระทั่งกางเกงแพรที่ใส่นอน เหล้า บุหรี่ ถูกยึดไปหมด กัปตันอุตส่าห์แต่งกายลงมาช่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ศุลกากรแต่ไม่เป็นผล เพราะอ้างว่าเราไม่แจ้งรายการสิ่งของที่นำติดตัวมา วันต่อมาเจ้าหน้าที่ศุลกากร (คงจะเป็นระดับหัวหน้า) มาที่เรืออีกเรา 3 คนถูกเรียกไปที่ห้องกัปตันเรือเราได้ของส่วนตัวบางอย่างคืน แต่ถูกปรับอีกคนละ 2-4 ปอนด์ ด้วยเหตุผลไม่แจ้งรายการทรัพย์สินและใช้กำลังขัดขืนเจ้าพนักงาน
กัปตันเรือ (HR.LYNGE PERTERSEN) เป็นคนใจดีมาก ใจดีและร่าเริง ซึ่งทางการเดนมาร์กขอร้องให้ท่านช่วยสอนภาษาเดนมาร์กแก่พวกเราเป็นประจำเกือบทุกวัน จึงได้มีโอกาสชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ท่านรับทราบ สรุปได้ว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรขี้เมาคนนั้นคงนึกว่าพวกเรา 3 คนเป็นกุ๊กประจำเรือ โดยหารู้ไม่ว่าเราเป็นนายทหารเรือไทย ได้รับทุนจากสหประชาชาติให้มาฝึกกับเรือของชาติเดนมาร์ก เขาจึงแสดงอาการค่อนข้างถ่อยกับพวกเรา ด้วยบารมีของกัปตันเรือผ่านไป ทางเอเย่นต์เรืออย่างไรไม่ทราบ อีก 3-4 วัน
ต่อมาเมื่อเรือเดินทางไปถึง NEW CASTLE เจ้าหน้าที่ศุลกากรมาที่เรืออีกครั้งหนึ่งคราวนี้เอาสิ่งของที่ยึดไปในส่วนที่ยังเหลืออยู่มาคืนทั้งหมด พร้อมทั้งคืนเงินค่าปรับให้ด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่ศุลกากรขี้เมาคนนั้นคงจะหมดอนาคตในอาชีพนี้ไปโดยปริยายเป็นอันว่าเรื่องนี้เลิกแล้วกันไปด้วยดี
ผู้โดยสารแปลกปลอม (BLIND PASSENGER)
ช่วงนี้เป็นการเดินทางเที่ยวที่ 2 กับเรือ M/S SONGKHLA (สงขลา) จาก PORT SWETTENHAM (มาเลเซีย) ไป SINGAPORE มีเรื่องไม่น่าคาดคิดเกี่ยวกับผู้โดยสารแปลกปลอมตกค้างในเรือ ขณะเรือกำลังออกจาก PORT SWETTENHAM นายยามประจำเรือได้ไปพบกรรมการคนหนึ่งนอนหลับอยู่บริเวณท้ายเรือ จึงนำตัวไปพบกัปตันเรือบนสะพานเดินเรือ กัปตันเรือโมโหมากไล่เจ้านั่นลงไปอยู่ที่ดาดฟ้าเรือและไปพูดกับนำร่อง นำร่องบอกว่า OK ไปกับเรือ PILOT ด้วยกันได้ พอนำร่องพูดกับคนในเรือ PILOT ว่าจะมีคนเพิ่มมาอีก 1 คน พูดกันอยู่นานสุดท้ายคนในเรือ PILOT ซึ่งเป็นเรือยนต์ลำเล็กๆ ตอบ NO! ไม่รับอ้างว่าทะเลมีคลื่นไม่ปลอดภัย นำร่องจึงไต่บันไดลิงไปจากเรือเพียงคนเดียว ผลสุดท้ายเรือสงขลาต้องรับภาระพาผู้โดยสารแปลกปลอมไปยังเมืองท่าต่อไปด้วยคือ SINGAPORE ต้นเรือโมโหมากเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ ถือเป็นข้อบกพร่องของนายยามเรือจอดเป็นอย่างมากให้ผมไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทราบเพียงชื่อ YANG MUTOO อายุ 19 ปี ที่อยู่ไม่ชัดเจนทางเรือต้องแจ้งข้อเท็จจริงให้ทางการตำรวจสิงคโปร์ทราบว่าจะส่งผู้โดยสารแปลกปลอมขึ้นที่นั่น นับว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและเสียเวลามาก จึงควรจะมีมาตรการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้และเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรือเข้าท่าที่เป็นสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์จะมีผู้โดยสารแปลกปลอม โดยที่ตั้งใจจะหนีออกหนีออกนอกประเทศหลบซ่อนตัวอยู่ในระวางเรือ เป็นต้น....... ไฟไหม้สินค้าในระวางเล็กน้อย
ขณะนี้เรือสงขลากำลังเดินทางกลับกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กอีกครั้งหนึ่ง เรากำลังจะไปเมือง COLOMBO บริเวณเราอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อากาศร้อนอบอ้าว คลื่นลมสงบ ไม่มีลมพัดจึงอนุญาตให้ถอดเสื้อได้ตอนเย็นๆทุกวัน ต้นเรือให้ฉีดน้ำดาดฟ้าตลอดลำเพื่อลดอุณหภูมิในระวางเรือ เรือเข้าไปจอดในเมืองท่า COLOMBO เพื่อรับ-ส่งสินค้า เปิดระวางเรือทำงานตามปกติ อากาศร้อนจัดมากต้องกางปล่องดักลมเพื่อระบายอากาศในระวางเรือ ประมาณใกล้เที่ยงวันได้มีควันลอยขึ้นมาจากระวาง 3 มีการสั่งการประจำสถานีดับไฟ พร้อมทั้งส่งสัญญาณแจ้งให้การท่าเรือ COLOMBO ทราบ เพียงครู่เดียวก็มีรถดับเพลิงมายังบริเวณท่าเทียบเรือ โชคดีที่เพลิงไม่ลุกลาม ประจำเรือได้ช่วยกันดับเพลิงไว้ทันท่วงที สาเหตุจากไฟไหม้เกิดจากกระสอบบรรจุอาหาร ที่วางซ้อนกันอยู่ในระวางเกิดติดไฟขึ้นมาเอง (อาหาร มีส่วนประกอบของปลาแห้งป่น ปนกับรำข้าว และพืชบางชนิด) การเสียดสีเนื่องจากการโคลงของเรือประกอบกับอุณหภูมิในระวางเรือร้อนอบอ้าวไม่มีทางระบายความร้อน ทำให้ความร้อนสะสมมากขึ้นจนถึงจุดติดไฟได้ หรือมิฉะนั้นก็เกิดจากความเลินเล่อของบุคคลโดยเฉพาะการสูบบุหรี่และแอบทิ้งก้นบุหรี่ไว้ไม่มีใครเห็น ดังนั้นอย่าลืมหาที่ทิ้งก้นบุหรี่ให้กับพวกขี้ยาในระวางเรือด้วย มีเรือสินค้าชาติเดนมาร์กของบริษัทเมอรส์คไลน์ ลำหนึ่งรับสินค้าไปจากประเทศไทยซึ่งมีทั้งยางพารา ไม้สัก และข้าวสาร ได้เกิดไฟไหม้ในระวาง และจมในบริเวณอ่าวไทย สาเหตุของเรือจมสมุทรได้ว่าข้าวสารในระวางเป็นตัวการ ฝรั่งกินแต่หัวมัน ต้มจนสุกเท่าใดหัวมันก็มีขนาดเท่าเดิม ฝรั่งกินข้าวไม่เป็น ไม่รู้ว่าข้าวสารเมื่อหุงแล้วมันจะขยายตัวได้ขนาดไหน เมื่อไฟไหม้ในระวางเรือและฉีดน้ำดับไฟเข้าไปข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก ขยายตัวออกไปจนท้องเรือแตกและจมลง
เรือราชบุรีของบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้จมลงอีก 1 ลำ ขณะจอดทิ้งสมอเพื่อขนถ่ายสินค้านอกฝั่งจังหวัดปัตตานีและเกิดไฟไหม้ ในระวางเรือ สินค้าหลักคือยางพาราที่จะบรรทุกไปส่งประเทศญี่ปุ่นยางพาราเมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่นแล้วราคาจะแพงมาก (ญี่ปุ่นเรียกยางพาราว่า แม่ทองดำ – BLACK GOLD อย่าไปสับสนกับคำว่า ฝิ่น – OPIUM ) การผจญเพลิงทำอย่างถูกต้องคือปิดปากระวางเรือให้มิดชิด พร้อมทั้งเปิดท่อแก๊ส CO2 เข้าไปดับไฟในระวางเรือ จนกระทั่งในที่สุดสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วจนกระทั่ง 24 ชม. ผ่านไป ทุกคนเกิดอาการอยาก รู้ว่าในระวางเรือขณะนี้เป็นอย่างไร(ซึ่งไฟน่าจะดับแล้ว) จึงสั่งเปิดปากระวางและทุกคนก็ต้องตื่นตะลึงโดยมิได้คาดฝัน เมื่อเกิดลูกไฟลุกขึ้นที่ปากระวาง
|